
กรุงเทพฯ 16 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม “ยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อเพิ่มโอกาส เติมทุน และเพิ่มสภาพคล่องอุตสาหกรรมไทย” ภายใต้โครงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สนับสนุนการยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อเพิ่มโอกาส เติมทุน และเพิ่มสภาพคล่องอุตสาหกรรมไทย (กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม จูบีลี เพรสทีจน์ ถนน รัชดาภิเษก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบการบริหารจัดการด้วยข้อมูลเชิงลึกอย่างเป็นรูปธรรม
งานในครั้งนี้ดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ผลักดันการบูรณาการข้อมูลและหลอมรวมพลังการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าด้วยกัน เพื่อทลายข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลภาครัฐที่เคยกระจัดกระจาย นำมาสู่การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ (Data Integration) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เสริมสภาพคล่อง และตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคดิจิทัลตามแนวทาง BCG Economy Model อย่างยั่งยืน
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เผยว่า ภารกิจสำคัญของ สอน. คือ การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระแสการปรับตัวสู่ BCG Economy Model
“การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เท่าทันและตอบสนองต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลถือได้ว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในโครงการนี้ จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างแม่นยำ โดยต้นน้ำ AI ได้เข้ามาช่วยพยากรณ์สภาพอากาศ ช่วยเกษตรกรวางแผนการปลูกและการตรวจจับจุดความร้อน (Heat Map) เพื่อลดปัญหาการเผาอ้อย ส่วนกลางน้ำ จะช่วยโรงงานน้ำตาลวิเคราะห์กระบวนการผลิต ลดการสูญเสียทรัพยากร และปลายน้ำ จะช่วยในการพยากรณ์เชิงนโยบายและติดตามแนวโน้มการบริโภคน้ำตาลทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจนครับ” นายใบน้อยกล่าว
การดำเนินงานของ สอน. ในครั้งนี้ สอดรับกับวิสัยทัศน์ตามแผนปฏิบัติราชการดิจิทัล สอน. พ.ศ. 2566 – 2570 ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลที่มีระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืน” โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการดิจิทัลที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) และมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้กับบุคลากรของหน่วยงาน
ด้านนายภัทรพล ลิ้มภักดี รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของ สมอ. ว่า สมอ. ได้ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นหน่วยงานอัจฉริยะใน 3 มิติหลัก คือ การปฏิรูปกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล (Digital Core) การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ (Data Integration) และการสร้างนวัตกรรม AI เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ภายใต้แผนปฏิบัติการดิจิทัล พ.ศ. 2569 – 2572
นายภัทรพลยังกล่าวเสริมว่า “ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนี้ สมอ. ได้นำข้อมูลทะเบียนใบอนุญาตและการวางแผนตรวจสถานที่ มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาเป็นระบบ Risk Assessment Dashboard เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการทำผิดกฎระเบียบและจัดอันดับความเสี่ยง (Risk Level) แยกรายภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้ สมอ. สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบได้อย่างตรงจุด โปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบ รับรอง และติดตามมาตรฐาน มอก. 152 มาตรฐาน แบบออนไลน์ รวมถึงการนำ AI Social Listening เข้ามาช่วยเฝ้าระวังและติดตามผลิตภัณฑ์บังคับ เพื่อคุ้มครองและป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที”
ทั้งนี้ แผนการปฏิรูปของ สมอ.จะมุ่งเน้นระบบกลางที่รวมข้อมูลฐานทะเบียน มอก.และกระบวนการ e-License, e-Surveillance และ TISI-NSW เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ SPEED ความรวดเร็ว, TRANSPARENCY ความโปร่งใส และ SAFETY ความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาโครงการใหญ่ในอนาคต เช่น AI Expert System ในปี 2570 เพื่อยกระดับการประเมินความเสี่ยงโรงงาน และระบบ SMART TISI สำหรับการเฝ้าระวังตลาดเชิงรุก ก่อนจะก้าวสู่ระบบหน่วยงานอัจฉริยะที่ตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Decision Making) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2572
จากผลการดำเนิน โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อการต่อยอดและพัฒนาในส่วนถัดไป โดยได้จัดตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงขึ้นมาประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่าน เพื่อพัฒนาศูนย์กลางจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลกลาง (Data Management Platform), AI Dashboard สำหรับการวิเคราะห์ผลเชิงบริหารแบบ Real-Time, AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะบริการประชาชน 24 ชั่วโมง, ระบบพยากรณ์เชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเกษตร และระบบ Smart Alert แจ้งเตือนความเสี่ยงเชิงลึก
นอกจากนี้ โครงการยังประสบความสำเร็จในมิติการพัฒนาบุคลากรและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยตลอดระยะเวลาดำเนินงานได้มีการจัดกิจกรรมสัมมนาและถ่ายทอดองค์ความรู้รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ 6 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา นครสวรรค์ ชลบุรี และกาญจนบุรี โดยมีเกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 1,492 คน พร้อมทั้งสามารถอบรมพัฒนาทักษะวิศวกรข้อมูล (Data Engineer) เจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานระบบ และผู้ดูแลระบบเชิงลึก (Admin) ในหน่วยงานสมอ.และสอน.ได้รวมกว่า 170 คน ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ระบบดิจิทัลต่อไป
สำหรับกิจกรรมยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล (Data Driven) ที่จัดขึ้น มีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วนรวมกว่า 600 คน ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับการอบรมปฏิบัติการ (Workshop) หัวข้อ “AI Smart Services & Design Your Agent” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้เปิดประสบการณ์ทดลองใช้งานระบบ AI Chatbot และ AI Industrial Butler ผ่านโทรศัพท์มือถือของตนเองโดยตรง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำแนวคิดเชิงนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สอน. และ สมอ. มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อยอดระบบปัญญาประดิษฐ์และการบริหารจัดการด้วยข้อมูล (Data Driven) ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการภาครัฐที่ล้ำสมัย รวดเร็ว โปร่งใส และปลอดภัย นำพาอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงในระดับโลกสืบไป








