
๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๙
วันคล้ายวันเสด็จสวรรคต ของ
สมเด็จพระนางเจ้า
สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนี
พันปีหลวง
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
อันหาที่สุดมิได้

พระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการริเริ่มมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือการรื้อฟื้นและต่อลมหายใจให้แก่งานหัตถศิลป์พื้นบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทอผ้าของสตรี ซึ่งในอดีตนั้นผ้าทอของชาวบ้านทอเพื่อใช้หรือเพื่อจำหน่ายเพียงเล็กน้อย เมื่อยุคสมัยและค่านิยมเปลี่ยนไป การทอผ้าเพื่อใช้เองเสื่อมความนิยมลง การเข้ามาแทนที่ของเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งในแง่ของราคาและความสะดวกทำให้ช่างฝีมือเริ่มลดลง การสืบทอดความรู้ก็จำกัดและมีผู้สนใจไม่มาก แต่การดำเนินการของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทำให้ชาวบ้านเริ่มหันกลับมาเห็นคุณค่าของงานหัตถศิลป์ที่เป็นสมบัติของชุมชน และเริ่มสืบทอดการทำงานหัตถศิลป์มากยิ่งขึ้น

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มีบทบาทสำคัญในการชุบชีวิตงานผ้าไทยให้กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยและของช่างฝีมือชาวบ้าน อาจได้กล่าวได้ว่าหากไม่มีการดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แล้วภูมิปัญญาผ้าไทยหลายแขนงจะต้องสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย ช่างฝีมือหลายคนที่ยังคงทำงานหัตถศิลป์ผ้าไทยล้วนแล้วแต่สืบสานเพราะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

คุณูปการที่สำคัญของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ คือการเข้าใจกระบวนการการทำงานฝีมือในระดับชาวบ้านอย่างถ่องแท้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป้าหมายสำคัญของชาวบ้านคือการมีรายได้เสริมเพื่อยกระดับชีวิตของตน เพื่อให้มีเงินส่งบุตรหลานเรียนสูง ๆ หรือเพื่อให้มีเงินสำรองในการทำการเกษตร จากรูปแบบการดำเนินการของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทำให้เห็นภาพของการแก้ปัญหาที่ตรงจุด นั่นคือการรับเอาภาระในเชิงต้นทุนและการทำกำไรไว้เอง และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ทำงานหัตถศิลป์ตามความถนัด มูลค่าที่ชาวบ้านได้รับจากการขายจึงเป็นมูลค่าที่ไม่ต้องลงทุน เป็นรายรับที่เกิดจากฝีมือ ความใส่ใจ และความตั้งใจผลิตผลงานอย่างแท้จริง ดังพระราชดำรัส “อย่ามาพูดเรื่องกำไรขาดทุนกับฉันนะ ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”


สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรูปแบบธุรกิจแบบศิลปาชีพคือการแปลงแรงให้เป็นทุน สมาชิกศิลปาชีพจะได้รับค่าแรงสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นค่าแรงจากงานฝีมือโดยพิจารณาจากคุณค่าในเชิงความงามของชิ้นงาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตเน้นคุณภาพของงานมากกว่าปริมาณ ค่าแรงอีกส่วนหนึ่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ทำงานต่อ ในส่วนนี้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ขายสินค้าด้วยตัวเอง ซึ่งอาจจะได้รายได้ดีกว่า หรือเป็นรายได้เสริมเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง แต่การขายของชาวบ้านนั้น ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนทางวัตถุดิบ เพราะเป็นวัตถุดิบที่ได้มาโดยไม่ต้องนำส่งคืน ยกตัวอย่างเช่น การทอผ้านุ่งไหมผืนหนึ่งอาจใช้ไหม 1-1.5 กิโลกรัม มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จะมอบไหมให้กับสมาชิก 3 กิโลกรัม สมาชิกมีหน้าที่นำส่งชิ้นงานให้ศูนย์ศิลปาชีพซื้อคืน 1 ผืน ส่วนที่เหลือสมาชิกสามารถนำไปทอผ้าขายเองได้ตามแต่ที่สมาชิกต้องการ


การดำเนินธุรกิจเช่นนี้ได้เพราะมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นผู้บริหารการตลาด ผ้าที่ซื้อจากชาวบ้านและวัตถุดิบที่มอบให้แก่ชาวบ้านเป็นต้นทุนของผ้า เมื่อจะไปจำหน่ายก็เป็นหน้าที่ของทางมูลนิธิฯ ที่จะทำการตลาดให้สอดคล้องกับต้นทุน ด้วยเหตุที่งานส่วนใหญ่ที่นำส่งมูลนิธิฯ เป็นงานฝีมือ มูลนิธิฯ จึงสามารถสร้างมูลค่าให้แก่สินค้าได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับผู้ซื้อสำคัญของมูลนิธิฯ เป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง การเลือกซื้อสินค้าที่มีเรื่องราวและคุณค่าในเชิงศิลปะเช่นงานที่มูลนิธิฯ ได้รับจากชาวบ้านย่อมมีมูลค่าเพียงต่อการบริหารจัดการต้นทุน การดำเนินการของมูลนิธิฯ แท้จริงแล้วไม่ได้ขาดทุนแต่อย่างใด แต่กำไรที่ยิ่งใหญ่และสำคัญคือการส่งเสริมให้ชาวบ้านรักษาภูมิปัญญาของตนเองได้อย่างภาคภูมิและมีศักดิ์ศรี และเกิดความรักในวิถีชีวิตของตน ทำให้พร้อมที่จะสืบต่อความรู้ให้แก่ชนรุ่นหลังอย่างยั่งยืนและมั่นคงถาวรต่อไป
